วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

African pygmy hedgehog


he most common species of domesticated hedgehog is the African Pygmy hedgehog, a hybrid of the White-bellied or Four-toed Hedgehog (Atelerix albiventris) and the Algerian Hedgehog (A. algirus). It is smaller than the European Hedgehog, and thus is sometimes called African Pygmy Hedgehog. Other species kept as pets are the Egyptian long-eared hedgehog (Hemiechinus auritus auritus) and the Indian long-eared hedgehog (Hemiechinus collaris).
Hedgehog domestication became popular in the early 1980s. They still have much of their wild behavior, including a fear of predators — especially humans, but buying from a responsible breeder and proper handling will do a lot to ensure a friendly relationship. Since domestication began, several new colours of hedgehogs have been created or become common, including albino and pinto hedgehogs.
Domesticated species prefer a warm climate (above 22 °C , 72 °F) and do not naturally hibernate. Attempts to hibernate due to lowered body temperatures can be fatal, but are easily reversed if caught quickly (within a few days). In the wild they eat a diet of mainly insects, but pet owners generally prefer a diet composed primarily of high protein low fat high quality cat food, with regular treats such as mealworms, fruits, vegetables, and cooked unseasoned meats.

เม่นแคร(African pygmy hedgehog)

African pygmy hedgehog หรือ เม่นแคระ หรือชื่อไทยอื่นๆ ที่เคยได้ยินคนเรียกขานถึงสัตว์ชนิดนี้กัน เช่น "เม่นจิ๋ว" ,"เม่นสี " ,"ทุเรียนเดินได้" ,"เงาะหนาม" ชื่อเหล่านี้ล้วนเกิดจากลักษณะจุดเด่นของสัตว์ตัวนี้ทั้งนั้น ด้วยลำตัวที่ปกคลุมไปด้วยหนามทั่วทั้งตัว หรือพฤติกรรมเพื่อป้องกันตัวเองจากศัตรู ด้วยการขดตัวม้วนกลม จนมองไม่เห็นขา หรือหน้าตา นอกจากหนามรอบตัว
     เม่นแคระถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก โตเต็มที่มีขนาดใกล้เคียงกับหนูแกสปี้ หากินตามพื้นดิน อาหารหลักคือพวกแมลง หนอน สัตว์เล็กๆที่อยู่ตามพื้นดิน ออกหากินในตอนกลางคืน และพักผ่อน หลบซ่อนตัวเองจากศัตรูในตอนกลางวัน มีจุดเด่นคือผิวหนังด้านบนจะปกคลุมด้วยหนามแข็งๆทั่วทั้งตัว โดยหนามจะมีโทนสีที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละตัว ส่วนผิวหนังด้านล่างส่วนท้องของลำตัวนั้นจะปกคลุมด้วยขนอ่อน มีลักษณะหยาบนิดหน่อย ไม่แข็งเป็นหนามเหมือนด้านบน
     สำหรับถิ่นกำเนิดจุดเริ่มต้นของสัตว์ชนิดนี้ มาจากทวีปแอฟริกา และมีการนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง และ มีการพัฒนาสายพันธุ์กันในแถบยุโรป อเมริกา จนทำให้ได้ลักษณะเม่นที่แตกต่างกันมากมาย ทั้งในด้านของสีหนามและลักษณะภายนอกอื่นๆ จนมีการตั้งชื่อและกำหนดลักษณะมาตรฐานสีชื่อกันขึ้นมา Image
     สำหรับประเทศไทยนั้น เม่นแคระได้ถูกนำเข้ามาเพื่อเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงตามบ้านเรือน เช่นเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีจุดเด่นของตัวเอง เลี้ยงง่าย ดูแลก็ง่าย อีกทั้งพื้นที่ ที่ใช้ในการเลี้ยงก็น้อย และเรื่องของอาหารการกินที่ต้องจัดเตรียมให้เขา ก็ไม่ยุ่งยากมากนัก โดยเราสามารถให้อาหารแมวที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปได้ แล้วอาจจะเสริมด้วยหนอนนก(อาหารสุดโปรดของเม่นแคระ) หรือผลไม้ที่มีรสหวาน อาทิเช่น แอปเปิ้ล บ้างเป็นบ้างครั้งก็ได้
ลักษณะนิสัยเม่นแคระ
     เม่นแคระเป็นสัตว์สันโดษ หากินตัวเดียวในตอนกลางคืน กลางวันนอน มีนิสัยชอบอยู่ตัวเดียว หวงอาณาเขต บริเวณหากินของตัวเอง ดังนั้นไม่แนะนำให้เลี้ยงเม่นแคระมากกว่า 1 ตัวในพื้นที่เลี้ยงเดียวกัน เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เม่นแคระต่อสู้ กัดกัน เพื่อแย่งชิงอาณาเขตบริเวณในการหาอาหาร แนะนำให้เลี้ยงแยกกันโดยเด็ดขาด อาจจับรวมกันได้บ้าง กรณีต้องการจับคู่ผสมพันธุ์เมื่อเม่นแคระอยู่ในวัยที่เหมาะสม คือช่วงอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป
     เม่นแคระเป็นสัตว์ขี้ระแวง ชอบหลบซ่อนตัวในตอนกลางวัน ถ้ามีอะไรผิดปกติหรือไม่คุ้นเคย เม่นแคระมักจะซุกตัวหาที่ซ่อน หรือขดตัวม้วนกลม เก็บขา หน้าตา และทำหนามตั้งชันขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากอันตราย แต่หากเม่นแคระได้กลิ่นแปลกๆจากวัตถุ สิ่งของต่างๆ เม่นแคระมักจะกัดและเคี้ยววัตถุสิ่งของดังกล่าวจนเกิดเป็นฟองน้ำลาย แล้วนำฟองน้ำลายดังกล่าวมาแปะติดไว้ตามตัว เพื่อจดจำกลิ่นดังกล่าว หรือปรับตัวเองให้มีกลิ่นเหมือนสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยตามปรกติของเม่นแคระทุกๆตัว ดังนั้นควรระมัดระวัง และหาทางป้องกันไม่ให้เม่นได้รับอันตรายจากพฤติกรรมนี้ ด้วยการไปกัด เคี้ยววัตถุที่มีพิษ จนอาจทำให้ได้รับสารพิษดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายและเสียชีวิตได้ อีกอย่างผู้เลี้ยงเม่นแคระใหม่ๆ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ จะได้ไม่ตกใจจนเกินเหตุ เมื่อเห็นเม่นแคระแสดงพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ เช่น ตอนเปลี่ยนอาหารแมวรสใหม่ให้เม่นแคระ หรือการที่เปลี่ยนถ้วยอาหาร หรืออุปกรณ์ใหม่ๆเข้าไปในพื้นที่การเลี้ยงดู
การเลี้ยงเม่นแคระ 
     Imageส่วน ใหญ่ผู้เลี้ยงเม่นแคระในประเทศไทย มักจะเลี้ยงเม่นแคระกันในกล่องพลาสติกทึบแสง ที่มีขายกันอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปๆ ขนาดพอประมาณ นำมาดัดแปลงกันเอาเอง ทั้งการเจาะรูด้านข้างด้วยสว่านเจาะ หรือการเจาะเป็นช่องแล้วนำตาข่ายมาติดด้วยน็อต หรือไม่ก็ใช้กาวแท่งร่วมกับปืนกาว ช่วยในการยึดติดตาข่าย เพื่อการระบายอาหารภายในกล่องเลี้ยงเม่นแคระ โดย 1 กล่องควรจะเลี้ยงเม่นแคระ แค่ตัวเดียวเท่านั้น เพื่อป้องกันการกัดกัน และการผสมพันธุ์กันก่อนวัยที่เหมาะสมของเม่นแคระ ซึ่งเป็นอันตรายทั้งตัวลูกและแม่เม่นแคระเอง
สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
     หากตั้งใจจะเลี้ยงเม่นแคระ นอกเหนือจากกล่องเลี้ยงเป็นพื้นฐานแล้วก็ต้องมี
  • ถ้วยสำหรับใส่อาหาร
  • ขวดน้ำ
  • ขี้เลื่อยสำหรับรองพื้นกล่อง เพื่อช่วยดูดซับของเสียจากการขับถ่ายของเม่นแคระ แนะนำให้ใช้เป็นแบบก้อนอัดแท่ง
  • วิตามินผสมน้ำเพื่อช่วยเพิ่มเติมสารอาหารที่ขาดหายไป
  • แล้ว อีกสิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คืออาหารแมว ไม่แนะนำให้ใช้อาหารหมา เพราะว่าเม็ดใหญ่กว่า และมีความแข็งมากกว่าอาหารแมว ทำให้เม่นแคระกัดกินลำบาก
การเลือกซื้อเม่นแคระมาเลี้ยง
     ควรเลือกซื้อจากผู้เลี้ยงที่มีความไว้วางใจ จะได้ไม่โดนหลอกเรื่องอายุของเม่นแคระ ทั้งเม่นแคระเล็กๆหลอกว่าอายุเยอะ ทั้งที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์แยกจากแม่ ทานอาหารแมวก็ยังไม่ได้ หรือ เม่นแคระที่มีอายุมากๆ กลับหลอกขายว่าอายุน้อยๆ
Image เม่นแคระสามารถเจริญพันธุ์ได้เมื่อช่วงอายุประมาณ 4 เดือน แต่ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ไม่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธ์ครับ เนื่องจากว่าเป็นช่วงที่เม่นเด็กเริ่มเตรียมความพร้อมของร่างกายเพื่อเป็น เม่นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างร่างกาย สำหรับการอุ้มท้อง ระดับฮอร์โมนในร่างกาย เพื่อการตกไข่ เปรียบเสมือนคนก็คือช่วงวัย teen age อายุประมาณ 12-19 ปี ซึ่งร่างกายอยู่ในช่วงปรับตัวเป็นผู้ใหญ่ ทั้งทางร่างกาย และฮอร์โมน การจับเม่นผสมพันธ์ในช่วงนี้จึงเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เสี่ยงต่อการตายของลูกๆเม่น และตัวแม่เม่นเอง ดังนั้นระยะเวลาที่เห็นเหมาะสม โดยเม่นแคระน่าจะมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและระดับฮอร์โมนภายใน จึงควรจะเป็นอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป โดยอาจจะดูความพร้อมสมบูรณ์ของตัวเม่นแคระ เป็นตัวประกอบด้วยนอกเหนือจากช่วงวัยอายุ
เครดิต thailovepet.com